DESIGNED BY OLWEBDESIGN

ตรวจโรค: ตรวจสุขภาพประจำปี, ตรวจโรคไปต่างประเทศ

การตรวจสุขภาพประจำปี

สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับมนุษย์ การมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาเพราะสุขภาพร่างกายของเราเป็นสมบัติอันมีค่ามหาศาล การตรวจสุขภาพปีละครั้ง จะทำให้ทราบถึงความสมบูรณ์และความพร้อมของร่างกาย ทั้งยังสามาสมารถค้นพบโรคระยะเริ่มแรกที่แอบแฝง ซ่อนเร้นอยู่เป็นการป้องกันโรคลุกลามมีโอกาสรักษาในระยะเริ่มแรก และสามารถเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ ดังนั้นการตรวจสุขภาพประจำปี จึงเป็นการเตรียมความพร้อมที่ไม่ประมาท
ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพ
รายการตรวจ

1. ความดันโลหิต ชีพจรและตรวจร่างกายโดยแพทย์อายุศาสตร์ (PE)
ประโยชน์ของการตรจ

-ตรวจความดันโลหิตว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อดูความสมดุลย์ของลักษณะโครงสร้างของร่างกาย
-แพทย์จะตรวจร่างกายทั่วไปของอวัยวะต่างๆ เช่น หู คอ จมูก ปอด ตับ ม้าม จังหวะการเต้นและเสียงหัวใจ ปกติหรือไม่

                              
   
2. เอ็กซเรย์ปอด และหัวใจ (Check X-Ray)
ประโยชน์ของการตรจ
-ตรวจสุขภาพปอดและหัวใจ โดยเฉพาะผู้ทีสูบบุหรี่ หรือได้รับสารติดเชื้อ อาจทำให้ปอดผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุมาจากโรควัณโรค โรคถุงลมโป่งพอง
   
3. ตรวจปัสสาวะ (Urine Analysis) UA
ประโยชน์ของการตรจ
ตรวจหาความผิดผกติของทางเดินปัสสาวะ เพราะอาจเกิดโรคกระเพราะปัสสาวะอักเสบ หรือโรคไต โดยดูจากปัสสาวะต้องใสไม่มีเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวปน
   
4. ตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count)
ประโยชน์ของการตรจ
ตรวจนับเม็ดเลือดขาว เกร็ดเลือดและความเข้มข้นของเลือดว่ายุ่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจได้ว่าเป็นโรคโลหิตจางหรือไม่ การติดเชื้อ(เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดขาว)
   
 5. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar)
ประโยชน์ของการตรจ
-ตรวจหาระดับน้ำตาลเพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวาน
 
   

 

 
  6. ตรวจการทำงานของไต (BUN-Creatinine)
-ไตมีหน้าทีขับถ่ายของเสีย ถ้ามีของเสียค้างอยู่ในเลือดมาก การตรวจระดับสารเคมีในเลือด สามารถตรวจดูได้ว่าเป็นโรคไตเสื่อม ไตวายหรือไม่
7. ตรวจกรดยูริคในเลือด (Uric Acid)
ประโยชน์ของการตรจ
-ตรวจหา โรคไขข้ออักเสบ หรือโรคเก๊าท์ ถ้ามีระดับกรดยูริคสูงกว่าปกติอาจก่อให้เกิดนิ่ว ในระบบทางเดินปัสสาวะ หรือก่อให้เกิดโรคไขข้อ กระดูกหรือเส้นเอ็นอักเสบ                                                                    
 
 
   
8. ตรวจระดับไขมันในเลือด (Cholesterol)
ประโยชน์ของการตรจ
-ตรวจหา ระดับไขมันคลอเรสเตอรอลในเลือดว่า มีปริมาณสูง หรือ ปริมาณต่ำเกินไป หรือไม่ หากพบว่ามีในระดับสูง จะไปอุดตันหลอดเลือด เป็นสาเหตุของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดในสมองตีบ
9. ตรวจระดับไขมันในเลือด (Triglyceride)
ประโยชน์ของการตรจ
-ตรวจหาระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดในสมองตีบ
                                   
   

 

 10. ตรวจเลือดหาระดับไขมันดี (HDL)
ประโยชน์ของการตรจ
-ตรวจระดับไขมันดี พื่อ ประโยชน์ และ โทษจากโคเรสเตอรอลให้แน่ชัดขึ้น
 
   
11. ตรวจการทำงานของตับ (SGOT-SGPT-ALK Phosphatase)
ประโยชน์ของการตรจ
-ตรวจเอ็นไซน์ตับว่า ผิดปกติหรือไม่ ในกรณีค่าสูงกว่าปกติ แสดงว่าเริ่มมีอาการผิดปกติที่ตับ เช่น โรคตับอักเสบ
   

12. ตรวจมะเร็งต่อมลูกหมาก ตรวจกรอง (PSA)
ประโยชน์ของการตรจ
-เป็นการตรวจหาความผิดปกติของต่อมลูกหมากจากสารเคมีในเลือด
   
 
13. ตรวจหามะเร็งในลำไส้ (CEA)
ประโยชน์ของการตรจ
-เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ซึ่งจะพบได้มากกว่าผู้ที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี
   
  14. ตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี
ประโยชน์ของการตรจ
-ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบ โรคมะเร็งตับ
HBs Ag ตรวจภาวะการติดเชื้อของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
Anti HBs ตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส
Anti HBc ตรวจหาภูมิคุ้นเคยต่อเชื้อไวรัส
 
15. ตรวจหัวใจด้วยคลื่นไฟฟ้า (EKG)
ประโยชน์ของการตรจ
-ตรวจดูการทำงานของหัวใจและภาวะผิดปกติ เช่น หัวใจโต หัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ
 
 
16. ตรวจหาพยาธิ และไข่พยาธิในอุจจาระ (Stool Examitation)
ประโยชน์ของการตรจ
-ตรวจหาพยาธิต่างๆ และตรวจระดับขับถ่ายว่าปกติหรือไม่ ซึ่งสังเกตจากอุจจาระที่มีเลือดปนมา อาจเกิดจากความผิดปกติที่ลำไส้ใหญ่
   
 
  17. ตรวจหาเชื้อซิฟิฃีลิส (VDRL)
ประโยชน์ของการตรจ
-โดยการเจาะเลือดเพื่อป้องกันการติดต่อไปยังบุตรและคู่สมรส
 
  18. ตรวจหาหมู่เลือด (Blood Group)
ประโยชน์ของการตรจ
-เพื่อดูว่า เป็นเลือดกรุ๊ปใด หากจำเป็นต้องใช้เลือด จะได้ไม่ต้องเช็คซ้ำ ทางที่ดีขอแนะนำให้ไปบริจาคโลหิตที่ ศูนย์บริการโลหิต สภากาขาดไทย

 


การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นความสำคัญกับสุขภาพ เพื่อหาข้อมูลสำหรับดูแลสุขภาพของตัวท่านเอง เนื่องจากชีวิตของทุกคนเป็นชีวิตที่มีคุณค่าควรแก่การทนุถนอม ดูแล รักษาเพื่อครอบครัวและคนที่คุณรักยิ่ง
สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ทุกคน การมีสุขภาพที่ดีย่อมก่อให้เกิดความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ มีประสิทธิภาพ และ คุณภาพงานเต็มที่ และ การมีสุขภาพดีเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย
การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรจะได้รับอย่างน้อยก็เป็นการประเมินผลสุขภาพตัวเองว่าในรอบปีที่ผ่านมามีสิ่งผิดปกติหรือต้องแก้ไขอย่างไร รวมทั้งกระตุ้นเตือนให้ดูแลรักษาสุขภาพของตนเองเพิ่มขึ้น การตรวจสุขภาพประจำปีอาจกระทำได้โดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพื่อให้หมออ่านผลและวินิฉัยผล ซึ่งจะช่วยขจัดความหวาดระแวงสงสัยว่าจะเป็นโรค และช่วยบอกความผิดปกติบางอย่างที่แฝงอยู่ภายในร่างกายโดยยังไม่ปรากฏอาการ เพื่อจะได้กระตุ้นเตือนให้ดูแลรักษาป้องกันตัวเองก่อนที่จะเกิดโรค การดูแลรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของโรคจะช่วยให้หายจากโรคนั้นได้ง่าย ลดปัญหาที่จะนำไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจของครอบครัวและประเทศชาติต่อไป

การเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพประจำปี
บุคคลที่ตรวจสุขภาพประจำปีส่วนใหญ่จะไม่ปรากฏอาการเจ็บป่วย การตรวจร่างกายภายนอกอาจไม่พบความผิดปกติ จึงจำเป็นต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ อุจจาระ และเอ็กซเรย์ปอด เป็นต้น เพื่อช่วยค้นหาสิ่งผิดปกติที่อาจซ่อนเร้นอยู่ซึ่งไม่สามารถตรวจพบจากภายนอกได้
การตรวจสุขภาพโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นการตรวจสอบสารชีวเคมีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ของร่างกาย รวมทั้งสารที่เป็นผลมาจากการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกายตลอดจนเซลล์และสารคัดหลั่งต่างๆ และผลการตรวจวิเคราะห์จะถูกต้องมีประโยชน์ต่อการวินิจฉัยหาความผิดปกติและประเมินสถานะสุขภาพได้แม่นยำ ผู้รับการตรวจต้องเตรียมตัวก่อนล่วงหน้า การตรวจบางชนิดไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า
โดยทั่วไปผู้ประสงค์จะตรวจสุขภาพควรงดอาหารข้ามคืนอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ระหว่างนี้อาจดื่มน้ำธรรมดาได้บ้างเล็กน้อย ยกเว้น กาแฟ นม หรือน้ำหวาน เนื่องจากอาหารที่รับประทานมีผลกระทบต่อระดับของสารเคมีบางชนิดในเลือด เช่น กลูโคส กรดยูริค ฟอสเฟต และไขมัน เป็นต้น โดยเฉพาะในรายที่ต้องการตรวจระดับไขมันควรจะต้องงดอาหารข้ามคืนเป็นเวลา 12-14 ชั่วโมง การตรวจสุขภาพควรงดการดื่มเหล้า งดการสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ระดับสารเคมีบางอย่างสูงขึ้น และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนด้วย ผู้ประสงค์จะตรวจสุขภาพควรงดยาที่รับประทานทุกชนิดเป็นเวลา 48 ชั่วโมง เนื่องจากยาบางชนิดอาจมีผลรบกวนต่อระดับสารเคมีบางอย่างในร่างกาย นอกจากนี้
ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สบาย ไม่ควรวิตกกังวลกับการตรวจสุขภาพของตนเอง

ควรตรวจอะไรบ้างในการตรวจสุขภาพประจำปี

1. การวัดความดันโลหิต
การวัดความดันโลหิตโดยวิธีการฟังเป็นที่นิยมมา 100 ปี แต่กำลังถูกทดแทนด้วเครื่องมือใหม่ๆที่มีความแม่นยำยำสูงกว่า
การวัดความดันโลหิตโดยการฟังวิธี

Hybrid Sphygmomanometers
เป็นเครื่องวัดความดันโลหิตที่ใช้การได้ยินและเครื่อง electronic pressure gauge แทนปรอท เครื่องแบบนี้น่าจะทดแทนเครื่องที่ทำจากปรอท The Oscillometric Technique เป็นการวัดความดันโลหิตโดยการวัดแรงที่กระทำต่อผ้าที่พันแขน วิธีการวัดความดันโลหิตนี้ใช้วัดความดันโลหิตสำหรับผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยหนัก
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นความดันโลหิตสูงและความดันโลหิตวัดได้อย่างไร
ผู้ป่วยที่เป็นความดันโลหิตสูงส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไร วิธีการที่จะทราบว่าเป็นความดันโลหิตสูง คือต้องวัดความดันโลหิต การวัดความดันสูงเพียงครั้งเดียว มิได้หมายความว่าคุณเป็นความดัน แต่เป็นการเตือนว่าคุณต้องเฝ้าระวังว่าความดันโลหิตสูงคุกคามคุณเข้าแล้ว แพทย์จะวัดความดันโลหิตด้วยเครื่องมือที่เรียกว่า sphygmomanometer ร่วมกับหูฟัง ค่าที่วัดได้มีสองค่าคือ systolic/diastolic เช่น 140/80 มม.ปรอท โดยตัวแรกคือค่า systolic เป็นค่าความดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว ค่าหลังคือ diastolic เป็นค่าความดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว
ค่าปกติของการวัดความดันชนิด ABP
ค่าที่ดี optimal ค่าปกติ normal ค่าผิดปกติabnormal
กลางวัน <130/85 <135/85 >140/90
กลางคืน <115/65 <127/70 >125/75
24 ชั่วโมง <125/75 <130/80 >135/85

2. การตรวจเอ็กซเรย์ปอด และหัวใจ (Chest X-RAY)
การตรวจทางรังสี ได้รับการยอมรับว่าควรมีการตรวจเป็นประจำทุกปี คือการเอ็กซเรย์ปอด เมื่อมีการฉายเอ็กซเรย์ รังสีบางส่วนจะถูกร่างกายดูดกลืนไว้ บางส่วนจะผ่านออกไปกระทบฟิล์มเอ็กเรย์ อวัยวะต่างๆ ดูดกลืนรังสีไม่เท่ากัน จึงทำให้เกิดความดำบนฟิล์มไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับปริมาณรังสีที่ตกกระทบ ภาพที่เกิดเป็นภาพแฝงไม่สามารถมองเห็นได้ต้องนำฟิล์มไปผ่านขบวนการล้างฟิล์ม เพื่อให้เกิดความดำถาวรขึ้นบนฟิล์ม จึงจะนำไปวินิจฉัยโรคได้
ขณะถ่ายเอ็กซเรย์ต้องอยู่นิ่ง ๆ หายใจเข้าเต็มที่กลั้นหายใจให้นิ่ง ปอดจะขยายเต็มที่และนิ่ง ภาพที่ได้จะมี
คุณภาพดี คมชัด ไม่มัว และง่ายต่อการวินิจฉัยโรค
โรคที่พบได้จากการตรวจเอ็กซเรย์ คือ วัณโรค ถุงลมโป่งพอง เนื้องอกในปอด โรคหัวใจและหลอดเลือด
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากพฤติกรรมบางอย่าง เช่น การสูบบุหรี่หรือได้รับควันบุหรี่เป็นประจำ จะมีผลต่อการทำลายผนังหลอดลมเกิดโรคถุงลมโปร่งพอง สารนิโคตินในบุหรี่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ และอาจนำไปสู่โรคเนื้องอกในปอดได้อีกด้วย นอกจากนี้การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงจากเนื้อสัตว์ ขาดการออกกำลังกายอาจก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดและโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งอาจจะพบหัวใจมีขนาดโตกว่าปกติในฟิล์มเอ็กซเรย์ปอดได้

3. การตรวจปัสสาวะ (Routine Urine Examination)
ปัสสาวะเป็นของเหลวที่เกิดจากการกรองเลือดผ่านไต โดยระหว่างการกรอง ไตจะดูดซึมสารบางชนิดกลับ
เข้าไปและปล่อยให้น้ำและสารบางอย่างถูกขับออกมา
การตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการ ประกอบด้วย
1. การตรวจทางฟิสิกส์ เช่น การดูสี ความขุ่น และความถ่วงจำเพาะของปัสสาวะ
2. การตรวจทางเคมี เพื่อหาสารที่ขับหรือหลั่งออกมาในปัสสาวะ เช่น โปรตีน น้ำตาล น้ำดี หรือสารบางตัวที่บ่งบอกถึงการอักเสบ หรือติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
3. การตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูตะกอนที่อยู่ในปัสสาวะว่ามีเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ผลึกของสาร
เชื้อก่อโรค เซลล์เยื่อบุทางเดินปัสสาวะชนิดต่างๆ หรือสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในทางเดินปัสสาวะ
ผลการตรวจปัสสาวะ อาจทำให้พบความผิดปกติที่ซ่อนเร้นอยู่โดยไม่มีอาการเจ็บป่วย จึงเป็นการตรวจสอบเบื้องต้น
ที่อาจบ่งบอกโรคไต และ/หรือโรคอื่นที่มีความสัมพันธ์กับระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น เบาหวาน(พบน้ำตาลในปัสสาวะ), ดีซ่าน(พบปัสสาวะมีสีของน้ำดี), นิ่ว(พบเม็ดเลือดแดงหรือผลึกของสารร่วมด้วย),การอักเสบ/ติดเชื้อ (พบเม็ดเลือดขาวหรือแบคทีเรียร่วมด้วย) เป็นต้น
ความผิดปกติที่พบบ่อยคือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ มักเกิดขึ้นในเพศหญิง เพราะบางครั้งมีความจำเป็นต้องกลั้นปัสสาวะหรือรักษาความสะอาดอวัยวะเพศไม่ดีพอ ทำให้เชื้อโรคจากภายนอกเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะได้ง่าย ซึ่งหากไม่มีอาการปัสสาวะบ่อย กะปริดกะปรอย แสบขัด ปัสสาวะไม่สุดหรือปวดท้องน้อย ควรดื่มน้ำมากๆ หลีกเลี่ยงการกลั้นปัสสาวะ ระวังความสะอาดอวัยวะเพศ ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาใดๆ แต่หากมีอาการดังกล่าวต้องปรึกษาแพทย์

4. การตรวจนับเซลล์เม็ดเลือด : ซีบีซี (CBC)
เลือดของคนสามารถแยกออกได้ 2 ส่วน คือเซลล์เม็ดเลือดและน้ำเหลือง เซลล์เม็ดเลือดประกอบด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวและเกร็ดเลือด โดยเม็ดเลือดแดงมีสารฮีโมโกบินจับกับออกซิเจนพาไปให้เนื้อเยื่ออื่นๆ
เม็ดเลือดขาวป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ส่วนเกร็ดเลือดจะให้ความแข็งแกร่งแก่หลอดเลือดและยับยั้งการเสียเลือด หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นภายในร่างกายที่มีผลกระทบต่อระบบเลือดและการไหลเวียน อาจทำให้เซลล์เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงจำนวน รูปร่าง การติดสี หรือหน้าที่ ส่วนน้ำเหลืองในหลอดเลือดก็อาจมีปริมาณลดลงหรือ
มีส่วนประกอบของสารที่ละลายอยู่ในน้ำเหลืองผิดไปจากเดิมหรืออาจตรวจพบเชื้อโรคในเลือดได้
การตรวจซีบีซี เป็นการศึกษาส่วนประกอบของเลือด ประกอบด้วยวัดปริมาณความเข้มข้นของฮีโมโกบิน การวัดปริมาตรอัดแน่นของเม็ดเลือดแดง หรือฮีมาโตคริท การนับจำนวนเม็ดเลือด การนับแยกชนิดของเม็ดเลือดขาว การรายงานรูปร่างและการติดสี ผลการตรวจสามารถช่วยวินิจฉัยโรคและภาวะต่อไปนี้คือ
4.1 ภาวะซีดหรือโลหิตจาง โดยพิจารณาจากปริมาณความเข้มข้นของฮีโมโกบินและปริมาตรอัดแน่นของเม็ด
เลือดแดง ซึ่งจะมีค่าต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ และจากจำนวนเม็ดเลือดแดง รูปร่างและการติดสีของเม็ดเลือดแดง สามารถบอกสาเหตุของภาวะโลหิตจางได้อย่างคร่าวๆ เช่น สาเหตุเกิดจากการขาดสารอาหารหรือ
สาเหตุจากพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย อาจเป็นพาหะหรือเป็นโรค
4.2 การอักเสบหรือการติดเชื้อ จากผลการนับจำนวนและการนับแยกชนิดของเม็ดเลือดขาวสามารถช่วยแยก
สาเหตุของการติดเชื้อว่าเกิดจากแบคทีเรีย ไวรัสหรือพยาธิ เป็นต้น
4.3 โรคเลือดบางชนิด เช่น มะเร็งของเม็ดเลือดขาว โรคไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น
4.4 โรคมาลาเรีย ซึ่งจะพบเชื้อระยะต่างๆ ในเซลล์เม็ดเลือดแดง

5. การตรวจสารเคมีในเลือด (Blood Chemistry)
การตรวจน้ำตาลในเลือด (Blood Sugar)
น้ำตาลเป็นสารที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนหลายชนิดเพื่อให้การใช้น้ำตาลเป็นไปอย่างเหมาะสม อินสุลิน(Insulin) เป็นฮอร์โมนซึ่งผลิตจากตับอ่อนมีบทบาทสำคัญในการนำน้ำตาลกลูโคส (glucose) เข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงานและเก็บสะสมไว้ที่ตับ อินสุลินมีผลควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดถ้าอินสุลินปริมาณน้อยหรือไม่สามารถทำหน้าที่ได้จากสาเหตุใดก็ตามจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น
เบาหวาน เป็นโรคที่มีความผิดปกติของการควบคุมน้ำตาลกลูโคสในเลือดอาจเกิดเนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถ
สร้างและหลั่งฮอร์โมนอินสุลินได้ตามปกติ ทำให้เซลล์ต่างๆไม่สามารถนำกลูโคสไปใช้ได้ จึงมีระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดสูงน้ำตาลจะถูกขับออกทางปัสสาวะทำให้ปัสสาวะมีความหวานจึงเรียกว่า "โรคเบาหวาน"
อาการโรคเบาหวานเกิดจากการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ได้แก่ ปัสสาวะมาก คอแห้ง กระหายน้ำ อ่อนเพลีย หิวบ่อย น้ำหนักลด ชาปลายมือปลายเท้า ตามัว ซึ่งผู้ป่วยโรคเบาหวานจำนวนมากไม่มีอาการบ่งชี้ดังกล่าว แต่พบว่าเป็นโรคได้จากการตรวจเลือดในการตรวจสุขภาพประจำปี ผู้มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานควรตรวจเลือดประจำทุกปี
การตรวจหาระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ผู้ป่วยต้องงดอาหารเป็นเวลาอย่างน้อย 6-12 ชั่วโมง (fasting blood sugar,FBS) ก่อนเจาะเลือด คนทั่วไปที่ไม่มีอาการแสดงของโรคเบาหวาน จะใช้ค่า FBS เป็นตัวบ่งชี้ว่าเป็นโรคหรือไม่ ถ้าค่า FBS ได้มากกว่า 140 มก./ดล.(ค่าปกติ 70-110) เมื่อทำสองครั้งต่างวันกันสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นเบาหวาน นอกจากนี้ยังใช้ค่า FBS ในการติดตามผลการรักษาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีหรือไม่

การตรวจไขมันในเลือด (Cholesterol และ Triglyceride)
ไขมันมีหลายชนิดและมีความสำคัญต่อร่างกายหลายอย่าง เป็นแหล่งให้พลังงานใช้สังเคราะห์สารต่าง ๆ และทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์เพราะมีคุณสมบัติที่ไม่ละลายในน้ำ แต่ไขมันที่มีความสำคัญทางคลินิกมีอยู่ 2 ชนิด คือโคเลสเตอรอล (cholesterol)และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride)
โคเลสเตอรอล ร่างกายนำไปใช้สร้างฮอร์โมนและวิตามินดี รวมทั้งเป็นส่วนประกอบของน้ำดีที่ช่วยย่อยไขมัน
ในลำไส้ด้วย ร่างกายจะได้รับโคเลสเตอรองที่มาจากอาหาร 15% นอกนั้นตับจะสร้างขึ้นเอง โดยทั่วไปเพื่อลดความ
เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจค่าโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ควรเกิน 200 มก./ดล.ของเลือด หากเกินระหว่าง
200-240 มก./ดล.มีความเสี่ยงปานกลาง , มากกว่า 240 มก./ดล.มีความเสี่ยงสูง
ไตรกลีเซอไรด์ เป็นไขมันอีกชนิดหนึ่งที่ร่างกายได้รับจากอาหารและสามารถสังเคราะห์ได้เองจากตับและเนื้อ
เยื่อไขมันและสะสมพลังงานไว้ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ที่บริเวณเนื้อเยื่อของไขมันและนำมาใช้เมื่อจำเป็นการรับประทานอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปนอกจากทำให้โคเลสเตอรองสูงแล้ว ไตรกลีเซอร์ไรด์ก็อาจสูงด้วย ก่อให้เกิดปัญหาไขมันในเลือดสูงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
ไขมันทั้งสองชนิดไหลเวียนไปมาโดยอาศัยโปรตีนชนิดหนึ่งห่อหุ้มไว้เราเรียกหน่วยรวมนี้ว่าไลโปโปรตีน
(Lipoprotien) ในแง่คุณสมบัติทางเคมีและฟิสิกส์แล้ว ไลโปโปรตีนแบ่งเป็น 3 ชนิดคือ
1.เอชดีแอล (HDL;High Density Lipoprotien) จัดเป็นไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทำหน้าที่จับ
โคเลสเตอรอลตามผลังหลอดเลือด นำไปทำลายในตับ ผู้ที่มีระดับเอชดีแอลสูงจะลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้ ระดับเอชดีแอลในเลือดไม่ควรต่ำกว่า 35 มก./ดล.ของเลือด การออกกำลังกายแอโรบิคที่มีการเคลื่อนไหวแขนขาตลอดเวลาทำให้หายใจเร็วขึ้นประมาณ 30-45 นาทีวันเว้นวันมีส่วนช่วยเพิ่มเอชดีแอลได้
2.แอลดีแอล (LDL;Low Density Lipoprotien) จะเป็นตัวนำเอาโคเลสเตอรอลไปเกาะที่ผิดเซลล์ของ
ผนังหลอดเลือด เมื่อเกาะมากๆ จะกลายเป็นคราบพอกพูนหนาขึ้นเป็นผลให้โพรงเส้นเลือดแคบลงและตีบตันในที่สุด
3.วีแอลดีแอล (VLDL;Very Low Density Lipoprotien) เป็นไลโปโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ ประกอบ
ด้วยไตรกลีเซอร์ไรด์เป็นส่วนใหญ่ และยังมีโคเลสเตอรอลและโปรตีนเป็นส่วนประกอบด้วย

ความผิดปกติของไขมันมีผลกระทบต่อสุขภาพมักจะเป็นไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีไขมันเพิ่มพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่หลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดหลอดเลือดแข็งและ
ตีบตันขัดขวางการนำเลือดไปเลี้ยงหัวใจ เป็นเหตุให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด (Coronary heart disease; CHD) ซึ่งพบสูงในปัจจุบัน หากออกกำลังกายแล้วเจ็บหน้าอกด้านซ้าย หรือเจ็บแน่นบริเวณลิ้นปรี่ เจ็บแน่นลึกๆ เหมือนถูกกดหรือ
บีบรัด บางครั้งร้าวไปบริเวณคอ กราม หรือแขนทั้งสองข้างนั่นเป็นสัญญานบ่งชี้ว่าอาจมีปัญหาเรื่องเหลือดเลือดหัวใจตีบควรปรึกษาแพทย์และตรวจระดับไขมันในเลือดโดยเร็ว หากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตได้

การตรวจสมรรถภาพทางไต
การตรวจวิเคราะห์เลือดเพื่อดูสมรรถภาพของไตช่วยวินิจฉัยตลอดจนติดตามโรคที่เกี่ยวข้องกับไตโดยวิเคราะห์หาค่ายูเรียไนโตรเจน(BUN) ครีอะตินีน(Creatine)และกรดยูริค(Uric Acid)ในเลือด ซึ่งสารเหล่านี้เป็นของเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกายซึ่งขับถ่ายออกทางไต เมื่อไตเสียหน้าที่จึงมีการคั่งของสารดังกล่าวในเลือด
ยูเรียไนโตรเจนในเลือด (Blood Urea Nitrogen; BUN)
การตรวจวิเคราะห์หายูเรียในเลือดจะรายงานเป็นค่ายูเรียไนโตรเจน (BUN) ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามปริมาณโปรตีนที่ได้รับและสมรรถภาพของตับกล่าวคือจะมีค่าลดลงเมื่อร่างกายได้รับอาหารโปรตีนลดลงและโรคตับเรื้อรัง
เมื่อตรวจพบ BUN สูงบ่งบอกภาวะโรคไต เลือดไปไตน้อยลง เช่น โรคหัวใจสูบโลหิตได้น้อยลง ภาวะขาดน้ำ เสียเลือดมาก มีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ เช่น นิ่ว เนื้องอก รับประทานอาหารโปรตีนมาก มีเลือดออกในทางเดินอาหารและภาวะเครียด เป็นต้น สำหรับภาวะที่พบ BUN ต่ำคือ ได้อาหารโปรตีนน้อย โรคตับเรื้อรัง การตั้งครรภ์ระยะท้ายซึ่งเด็กกำลังโตอย่างรวดเร็ว
ครีอะตินีน (Creatinine)
ครีอะตินีน เกิดจากการสลายของครีอะตีน (Creatine) และครีอะตีนฟอสเฟต (Creatine Phosphate) ในกล้ามเนื้อซึ่งเกิดขึ้นค่อนข้างคงที่ และเมื่อถูกกรองผ่านไตก็ไม่ถูกดูดกลับและไม่มีการขับถ่ายเพิ่ม ค่าครีอะตินีนในเลือดขึ้นอยู่กับขนาดกล้ามเนื้อ คนที่มีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่จะมีระดับครีอะตินีนสูงกว่าคนที่มีกล้ามเนื้อขนาดเล็ก ในผู้ชายจึงมีค่าสูงกว่าผู้หญิงเล็กน้อย สำหรับสาเหตุที่ทำให้ค่าครีอะตินีนสูงอาจเกิดจากโรคไตเลือดไปเลี้ยงไตน้อยลงหรือมีการอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ ส่วนค่าที่น้อยไม่มีความสำคัญทางคลินิก
กรดยูริก (Uric Acid)
กรดยูริกจะขับถ่ายออกมาทางปัสสาวะเป็นหลัก ดังนั้นถ้าหน้าที่ของไตเสียไปหรือการขับถ่ายทางไตผิดปกติจะทำให้กรดยูริกสูงขึ้นในเลือด นอกจากนี้การตรวจพบระดับกรดยูริกสูง จะช่วยชี้บ่งถึงภาวะหรือโรคอื่นได้ เช่น
1. โรคเก้าท์ เกิดจากการคั่งของกรดยูริกในเลือด ทำให้มีการตกตะกอนของผนึกยูเรตในข้อทำให้ข้ออักเสบ
2. นิ่วที่เกิดจากกรดยูริก
3. โรคเลือด เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว เพราะมีการทำลายกรดนิวคลิอิกมาก
4. โรคพิษสุราเรื้อรัง เนื่องจากแอลกอฮอล์ทำให้มีการสังเคราะห์กรดยูริกเพิ่มขึ้น
5. ได้รับยาขับปัสสาวะบางชนิด ซึ่งจะไปกดการขับถ่ายกรดยูริก
6. ได้รับพิษสารตะกั่ว
7. รับประทานอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เนื้อสัตว์โดยเฉพาะเครื่องในสัตว์ ถั่วเหลือง ใบขี้เหล็ก ชะอม เป็นต้น

6. การตรวจสมรรถภาพของตับ
ตับเป็นอวัยวะหนึ่งที่สำคัญมาก การตรวจสมรรถภาพของตับว่าเสื่อมไปหรือไม่ทำได้ค่อนข้างยาก การตรวจ
วัดเอ็นไซม์บางชนิดสำหรับผู้ตรวจสุขภาพจะช่วยประเมินสมรรถภาพของตับได้ในระดับหนึ่ง เอ็นไซม์ดังกล่าวได้แก่อะมิโนทรานซะเฟอเรส และแอลคาไลน์ฟอสฟาเตส อะมิโนทรานซะเฟอเรส มี 2 ชนิด คือ
6.1 แอสพาเทท อะมิโนทรานซะเฟอเรส (aspartate aminotransferase) มีชื่อย่อว่า AST(เดิมใช้ชื่อ SGOT)
พบมากที่หัวใจ ตับ กล้าเนื้อ ไต ส่วนที่ สมอง ตับอ่อน ม้าม ปอด เม็ดเลือดแดง และซีรั่ม(น้ำเหลือง) พบปริมาณน้อย
6.2 อะลานีน อะมิโนทรานซะเฟอเรส (alanine aminotransferase) มีชื่อย่อว่า ALT (เดิมใช้ชื่อ SGPT)
พบมากที่ตับ ไต มีน้อยที่หัวใจ กล้ามเนื้อ ตับอ่อน ม้าม ปอด เม็ดเลือดแดง และซีรั่ม
การตรวจพบเอ็นไซม์สูงในเลือด ช่วยวินิจฉัยโรคตับและโรคอื่นได้ด้วยดังนี้
1. ดีซ่าน(ตัวเหลือง ตาเหลือง)จากสาเหตุต่างๆ เช่น ตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี(รายที่เป็นพาหะระดับเอนไซม์จะสูงเล็กน้อยเท่านั้น) มีการทำลายเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ หรือมีการอุดตันทางเดินน้ำดี
2. ตับอักเสบเนื่องจากได้รับสารพิษ ตับแข็ง และมะเร็งตับ
3. โรคหัวใจ เช่น หัวใจขาดเลือด หัวใจคั่งเลือด
4. โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน
5. โรคกล้ามเนื้อฝ่อ
แอลคาไลน์ฟอสฟาเตส (Alkaline Phosphatase , ALP)
ในการทดสอบสมรรถภาพของตับ ค่า ALP ในซีรั่มที่สูงขึ้น แสดงถึงการคั่งหรือการอุดกั้นของทางเดินน้ำดีซึ่งเกิดจากเหตุ 2 ประการ คือ มีการปลดปล่อยเอนไซม์จากเซลล์ตับเอง หรือเอนไซม์ที่สร้างจากเซลล์บุทางเดินน้ำดีเอง
ไหลออกไม่สะดวก โรคที่ตรวจพบว่า ALP สูงได้แก่ ตับอักเสบ ตับแข็ง มะเร็งตับ นิ่วในถุงน้ำดีหรือท่อน้ำดีโรคกระดูกหลายชนิด ในหญิงตั้งครรภ์และในเด็กหรือผู้สูงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูก


7. การตรวจหมู่เลือด (Blood Group)
การตรวจหมู่เลือดมีวัตถุประสงค์เพื่อหาชนิดของหมู่เลือดที่ปรากฎอยู่บนผิดเม็ดเลือดแดง เพื่อประโยชน์ในการให้เลือดที่ตรงหมู่กัน เป็นการป้องกันอันตรายจากการให้เลือดผิดหมู่ การตรวจหมู่เลือดที่สมบูรณ์ต้องตรวจทั้งแอนติเจนจากเม็ดเลือดแดงและแอนติบอดีจากน้ำเหลืองเพื่อยืนยันซึ่งกันและกัน
เนื่องจากเลือดเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการมีชีวิตอยู่และยังไม่มีสิ่งใดที่ทำหน้าที่แทนเลือดได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อต้องเสียเลือดจำนวนมากจึงจำเป็นต้องรับบริจาคจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ดังนั้นบัตรข้าราชการ บัตรประจำตัวของพนักงานบางแห่งจึงให้มีหมู่เลือดอยู่ในบัตรด้วย เพื่อความสะดวกและปลอดภัยทั้งกรณีเจ้าของบัตรอาจเป็นผู้บริจาคเลือดหรือเป็นผู้ป่วยเสียเอง

8. การตรวจอุจจาระ (Routine Stool Examination)
เป็นการตรวจในห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ส่วนใหญ่ใช้ในการหาสาเหตุของโรคท้องร่วงว่าเกิดจากเชื้อปรสิต(หนอนพยาธิและโปรโตซัว)หรือแบคทีเรียชนิดใด บางครั้งแม้มีการติดเชื้อก็อาจไม่แสดงอาการ ผู้ติดเชื้อจึงทำหน้าที่เสมือนเป็นพาหะแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ การตรวจอุจจาระจึงช่วยป้องกันจุดนี้ได้
การตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องจะทำตั้งแต่สังเกตอุจจาระว่ามีสีและกลิ่นอย่างไร ลักษณะแข็ง เหลว หรือเป็นน้ำ
มีมูกหรือเลือดปนออกมาหรือไม่ หรือบางครั้งอาจเห็นชิ้นส่วนของหนอนพยาธิปนมา ที่สำคัญที่สุดจะตรวจด้วยการส่องดูกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งสามารถตรวจหาจุลชีพก่อโรคได้หลายชนิด คือ
8.1 หนอนพยาธิลำไส้ อาจพบไข่ ตัวอ่อน ตัวแก่ ปล้องของพยาธิตัวแก่
8.2 หนอนพยาธิที่ไม่ได้อยู่ในลำไส้ แต่มีบางระยะอยู่ในลำไส้ เช่น พบไข่พยาธิใบไม้ในตับที่ออกมากับน้ำดี แล้วผ่านออกมาทางลำไส้ หรือพบไข่ของพยาธิใบไม้ในปอดเมื่อผู้ป่วยกลืนเสมหะ
ซึ่งมีไข่ลงไปในกระเพาะและผ่านต่อไปยังสำไส้ เป็นต้น
8.3 พวกโปรโตซัว หรือเป็นสัตว์เซลล์เดียว
8.4 แบคทีเรีย ต้องอาศัยการเพาะเชื้อและตรวจพิสูจน์ชนิดของเชื้อเพิ่มเติม
นอกจากนี้มีการนับปริมาณเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาวที่ออกมากับอุจจาระร่วมด้วย การตรวจอุจจาระช่วยบอกถึงพยาธิสภาพ หรือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารได้อีกด้วย เช่น การตรวจอุจจาระที่เลือดปนเปื้อน ซึ่งพบ
ได้ในโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติของกระเพาะอาหารและลำไส้ เช่น แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อุดตัน มะเร็งกระเพาะอาหารและลำไส้ ริดสีดวงทวาร เป็นต้น นอกจากเลือดแล้วยังมีการตรวจสารอื่นที่ปนออกมากับอุจจาระที่ช่วยบ่งบอกถึงพยาธิสภาพได้ เช่น การตรวจไม่พบน้ำดีในอุจจาระ(อุจจาสีซีด) ช่วยบอกถึงการอุดตันของท่อน้ำดีในผู้ป่วยดีซ่าน

9. การตรวจมะเร็งปากมดลูก
มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากในสตรีไทย ในประชากรสตรี 10:100,000 คน จะพบมากในหญิงที่
แต่งงานแล้วมากที่สุด ทางการแพทย์ของสหรัฐแนะนำให้สตรีที่มีเพศสัมพันธ์และอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปตรวจเสมียร์ของช่องคลอดและปากมดลูกปีละครั้ง เป็นเวลานาน 3 ปีหรือมากกว่าและถ้าพบว่าปกติ ก็สามารถตรวจให้มีความถี่
น้อยลงโดยอาจเป็น 1-3 ปีต่อครั้ง เพราะการวิจัยพบว่าความเสี่ยงที่เกิดความผิดปกติต่อเยื่อบุปากมดลูกจะใช้เวลา
ประมาณ 3-5 ปี แต่สำหรับสตรีที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรตรวจมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำทุกปี
การวินิจฉัยโรคมะเร็งปากมดลูก มี 3 วิธี ได้แก่
1. ตรวจโดยการขูดเยื่อบุผิวปากมดลูกและช่องคลอดมาป้ายลงบนสไลด์ คงสภาพเซลล์ด้วย 95% แอลกอฮอร์ลย้อมสี และนำไปตรวจหาเซลล์ผิดปกติจากกล้องจุลทรรศน์
2. ใช้กล้องที่มีกำลังขยายส่องตรวจบริเวณผิวปากมดลูกว่ามีความผิดปกติหรือไม่
3. การตัดเนื้อเยื่อบริเวณปากมดลูก เป็นชิ้นเนื้อเล็กๆ ในบริเวณที่สงสัยผิดปกติซึ่งผลการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด ควรใช้การวินิจฉัยทั้ง 3 วิธีประกอบกัน

Copyright (c) Site Name 2012. All rights reserved.
Designed by olwebdesign.com